เตรียมตัวสัมภาษณ์ให้ดีก็มีโอกาสได้งานที่ใช่

สวัสดีค่ะแฟนเพจ WakuWaku blog ทุกท่าน ใน blog ที่แล้ว เราพูดกันถึงเรื่องการเขียน Resume ที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว ไม่ให้ซ้ำกับผู้สมัครงานคนอื่นๆ กันไปแล้วนะคะ สำหรับใครที่ยังไม่ได้อ่านสามารถเข้าไปติดตามได้ ที่นี่ค่ะ เอาล่ะค่ะ สมมติว่าฝ่าย HR สนใจเรียกเราไปสัมภาษณ์ ซึ่งสามารถนับได้ว่าเราประสบความสำเร็จในการสมัครงานไปแล้ว 1 ขั้น ในลำดับต่อไป เราจะมาพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องการเตรียมตัวสัมภาษณ์งานที่ดีเพื่อให้มีโอกาสได้งานที่ใช่กันค่ะ โดยในวันนี้ผู้เขียนจะมานำเสนอรูปแบบและเทคนิคในการเตรียมตัวสำหรับการสัมภาษณ์งานค่ะ ก่อนอื่นผู้สมัครงานทุกท่านจะต้องเข้าใจกันก่อนนะคะว่าการสัมภาษณ์งานนั้นมีอยู่หลากหลายรูปแบบมาก หากผู้สมัครรู้ว่าตนเองจะถูกสัมภาษณ์ในลักษณะใดก็จะได้เตรียมตัวรับมือได้อย่างถูกต้องนั่นเองค่ะ โดยในวันนี้ผู้เขียนขอสรุปรูปแบบในการสัมภาษณ์งานคร่าวๆ ออกเป็น 5 รูปแบบ ลองติดตามกันดูนะคะ

รูปแบบการสัมภาษณ์งาน

ดาวน์โหลด

1. การสัมภาษณ์งานทางโทรศัพท์ (Phone Interview)

การสัมภาษณ์งานทางโทรศัพท์นั้น ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการสอบถามข้อมูลธรรมดาทั่วไปค่ะ เช่น คุณสมบัติเบื้องต้นหรือความสนใจของผู้สมัคร เพื่อที่จะดูว่าผู้สมัครนั้นมีคุณสมบัติตรงกับงานที่ประกาศรับสมัครหรือไม่ ซึ่งเป็นการคัดกรองผู้สมัครเบื้องต้นค่ะ บางครั้งอาจจะมีการโทรมาสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษเพื่อทดสอบทักษะทางด้านภาษา หรือทดลองถามคำถามบางอย่างเพื่อดูทัศนคติ ความคิดและทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เป็นต้นค่ะ โดยการสัมภาษณ์ชนิดนี้จะเรียกว่า “Screening Interview” หมายถึงการกลั่นกรองเอาผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ จากนั้นหากผู้สัมภาษณ์รู้สึกสนใจในตัวผู้สมัครก็จะทำการนัดไปสอบสัมภาษณ์แบบใดแบบหนึ่งที่หน่วยงานหรือที่บริษัทในรอบต่อไปค่ะ

image

2. การสัมภาษณ์งานแบบบุคคลต่อบุคคล (Individual Interview)

การสัมภาษณ์งานแบบบุคคลต่อบุคคลเป็นชนิดที่ใช้กันทั่วไปสำหรับหน่วยงานหรือบริษัทที่ต้องการคัดเลือกพนักงานในระดับทั่วๆ ไป ในตำแหน่งงานที่ไม่สูงมากนัก ซึ่งการสัมภาษณ์ดังกล่าวนี้ ผู้สัมภาษณ์จะติดต่อนัดหมายให้ผู้สมัครไปทำการสัมภาษณ์ตัวต่อตัว โดยที่ผู้สัมภาษณ์สามารถที่จะพิจารณาและตัดสินใจรับเข้าทำงานได้ด้วยตนเองค่ะ

recursos-humanos-1

3. การสอบสัมภาษณ์หมู่ (Group Interview)

การสอบสัมภาษณ์วิธีนี้เป็นการสัมภาษณ์ที่ดูจะกดดันหรือไม่กดดันก็บอกไม่ถูกนะคะ ถึงแม้ว่าเราจะไม่ต้องเข้าไปในห้องสัมภาษณ์แบบโดดเดี่ยว มีเวลาคิดระหว่างที่คนอื่นกำลังตอบคำถาม แต่ในขณะเดียวกันเราก็จะเห็นคู่แข่งของเราอยู่ข้างๆ ซึ่งถ้าหากเค้าตอบคำถามได้ดีกว่าเรา หรือคนสัมภาษณ์รู้สึกพึงพอใจในตัวคู่แข่งมากกว่าก็ทำให้เราเกิดความประหม่าได้ค่ะ ดังนั้นในการสัมภาษณ์ชนิดนี้ เราต้องตั้งสติให้ดีค่ะ ลองฟังดูว่าคู่แข่งเราตอบอย่างไร แล้วเรายังตอบยังไงให้น่าประทับใจมากกว่าเขา เพราะถ้าเราสามารถทำให้ตัวเราเป็นที่ประทับใจได้มากกว่าผู้สมัครคนอื่นๆ แล้วล่ะก็ โอกาสได้งานก็จะตกเป็นของเรามากขึ้นค่ะ

Programmer

4. การสัมภาษณ์งานแบบประเมินผลงานสำคัญ (Assessment Centers Interview)

การสัมภาษณ์งานชนิดนี้จะแตกต่างกับการสัมภาษณ์งานที่กล่าวไปแล้วข้างต้น เพราะผู้สัมภาษณ์จะมอบหมายให้ผู้สมัครทดลองปฏิบัติงานหรือสาธิตการทำงานของตนเองต่อหน้าผู้สัมภาษณ์ เช่น ทดลองให้สาธิตวิธีการขายสินค้า หรือสาธิตวิธีการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ซึ่งผู้สัมภาษณ์จะใช้วิธีการประเมินผลจาการสาธิตนั้นๆ จะเห็นได้ว่าการสัมภาษณ์ชนิดนี้ตัวผู้สมัครจำเป็นจะต้องรอบรู้และมีประสบการณ์ในงานที่กำลังสมัครในระดับที่เชี่ยวชาญเท่านั้นจึงจะผ่านการคัดเลือกเข้าไปได้ นอกจากนี้ การสัมภาษณ์ชนิดนี้ยังถือเป็นการทดสอบการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของผู้สมัคร โดยผู้สัมภาษณ์อาจจะตั้งปัญหาเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในขณะที่ปฏิบัติงานจริงๆ เพื่อเป็นการทดสอบดูว่า ผู้สมัครมีปฏิภาณไหวพริบในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีแค่ไหนอีกด้วยค่ะ

home_hero

5. การสัมภาษณ์งานโดยตัวแทนหางาน (Employment Agency)

การสัมภาษณ์งานชนิดนี้ ทางบริษัทหรือหน่วยงานจะมอบให้เป็นหน้าที่ของตัวแทนจัดหางานค่ะ ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับการสัมภาษณ์งานอื่นๆ แล้ว จะเห็นได้ว่าง่ายต่อผู้สมัครมากที่สุด นั่นก็เพราะว่าตัวแทนจัดหางานไม่จำเป็นต้องซักถามอะไรมากนักนอกจากคุณสมบัติตามที่ทางหน่วยงานหรือบริษัทกำหนดเอาไว้เท่านั้น โดยในบางกรณีบริษัทอาจจะมีการคัดเลือกผู้สมัครที่ทางบริษัทจัดหางานเสนอมาให้ เพื่อเข้ารับการสัมภาษณ์อีกครั้งหนึ่ง โดยถือว่าให้บริษัทจัดหางานเป็นผู้สกรีนผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเบื้องต้นตรงกับความต้องการให้ก่อนแล้วค่อยมาคัดเลือกอีกครั้งหนึ่งเพื่อเป็นการประหยัดเวลาและประหยัดแรงค่ะ

เทคนิคในการเตรียมตัวสัมภาษณ์

  • ทำความรู้จักองค์กร หากคุณมีคนรู้จักอยู่ในองค์กรที่คุณสมัครงาน นี่ถือว่าเป็นโอกาสทองของคุณเลยนะคะที่จะขอข้อมูลจากเค้า เพราะคุณจะได้ข้อมูลที่ลึกซึ้งกว่าที่หาด้วยตนเอง หรือหากไม่มีคนรู้จักแล้วล่ะก็ วิธีที่ง่าย สะดวกและรวดเร็วที่สุดนั่นก็คือการเข้าเว็บไซต์ขององค์กรนั้นๆ และตามอ่านข่าวสารต่างๆ ทางอินเทอร์เน็ตค่ะ เมื่อถึงวันสัมภาษณ์หากมีโอกาสก็ควรพูดถึงสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับองค์กรเค้าด้วยนะคะ เพราะมันจะแสดงให้เห็นว่าเราสนใจบริษัทของเขา อยากทำงานกับเขา และที่สำคัญอย่าลืมแสดงให้เค้าเห็นนะคะว่าคุณเหมาะสมกับองค์กรเค้าเพียงใด และหากเค้าจ้างคุณแล้วคุณจะสามารถช่วยองค์กรของเค้าให้ไปถึงเป้าหมายได้อย่างไร
  • รู้จักตัวเอง เรามาลองสำรวจตัวเองกันดูสิคะว่า ตัวคุณเองนั้นเก่งอะไร ชอบอะไร ถนัดอะไร หรือ ไม่ชอบ ไม่เก่งและมีจุดอ่อนในเรื่องไหน ถ้าเรารู้จุดอ่อนของเราแล้วก็ควรที่จะหาวิธีเพื่อที่จะสามารถปรับปรุงหรือพัฒนาในจุดๆ นั้นให้ดีขึ้น นอกจากนี้ลองกลับไปทบทวนดูสิคะว่าความสำเร็จที่ผ่านมาของคุณมีอะไรบ้าง แล้วในตัวคุณมีคุณสมบัติตรงตามกับที่นายจ้างต้องการหรือไม่ ถ้าหากมีครบถ้วนแล้วคุณจะนำความสามารถเหล่านั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับบริษัทหรือองค์กรได้อย่างไร
  • รู้จักถามคำถาม ในการสัมภาษณ์งานนั้น เราไม่ควรเป็นฝ่ายตอบเพียงอย่างเดียว ควรมีการถามกลับผู้สัมภาษณ์ด้วย เพราะคุณเองก็เป็นฝ่ายเลือกเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ว่าจะถามอะไรก็ได้นะคะ เนื่องจากลักษณะคำถามของคุณสามารถบ่งบอกได้ถึงระดับความสนใจที่คุณมีต่องานและต่อบริษัทหรือองค์กรนั้นค่ะ
  • เตรียมตัวตอบคำถามที่มักพบเสมอ เช่น ประวัติครอบครัว ประวัติการศึกษา ลักษณะนิสัย ความสามารถในการบริหารจัดการ ความเหมาะสมกับตำแหน่งงาน เงินเดือนที่ต้องการ ประสบการณ์ งานอดิเรก เป็นต้น การเตรียมพร้อมล่วงหน้าจะทำให้คุณสามารถนำเสนอตัวเองได้ดีค่ะ เพราะเราจะรู้ว่าควรตอบคำถามอย่างไรให้น่าสนใจ โดยอาจจะมีการยกตัวอย่างประสบการณ์ที่ผ่านมาประกอบการอธิบายให้ชัดเจน ขอแนะนำว่าควรที่จะซ้อมมาก่อนนะคะเพื่อให้เวลาตอบคำถามจริงนั้นจะได้พูดอย่างลื่นไหลและไม่ติดขัดค่ะ
  • ไม่พูดกล่าวโทษอดีต ถึงแม้ว่าคุณอาจจะลาออกจากงานเก่ามาเพราะทางบริษัทเก่าเขาไม่ยุติธรรมกับคุณ เงินเดือนอาจจะน้อย หรืองานที่ทำนั้นไม่ได้สร้างโอกาสในเติบโตให้กับคุณ คุณก็ไม่ควรที่จะพูดในเชิงตำหนินะคะ แต่ควรที่จะเปลี่ยนวิธีพูดโดยมุ่งไปยังอนาคตว่า คุณต้องการที่จะได้รับโอกาสใหม่ๆ ในการพิสูจน์ฝีมือของคุณ หรืออาจจะบอกว่าด้วยทักษะของคุณแล้วคุณสามารถทำงานนี้ได้ดี และมีโอกาสเติบโตในสายงานนี้ได้ เป็นต้นค่ะ
  • สร้างความประทับใจในการสัมภาษณ์งาน ไม่ว่าใครๆ ก็อยากจะจ้างคนที่เห็นแล้วตนเองรู้สึกชอบหรือประทับใจ ดังนั้น เราจะต้องสร้างความประทับใจตั้งแต่แรกพบค่ะ เริ่มจากการไปถึงก่อนเวลา การแต่งกายแบบมืออาชีพ เวลาพบผู้สัมภาษณ์ก็ควรมีท่าทีที่เป็นมิตร ยิ้มแย้มแจ่มใส สบตากับผู้สัมภาษณ์ มีทัศนคติเชิงบวก เล่าเรื่องต่างๆ ให้ดูมีชีวิตชีวา และอย่าลืมกล่าวขอบคุณผู้สัมภาษณ์ด้วยนะคะที่ให้โอกาสเราได้เข้ามาสัมภาษณ์ เพราะจะช่วยสร้างการจดจำและสร้างความประทับใจได้ดีเลยทีเดียวค่ะ
  • ตกลงเรื่องค่าจ้างและสวัสดิการให้เรียบร้อย เมื่อการสัมภาษณ์มีแนวโน้มที่ดีควรมีการพูดคุยถึงเรื่องค่าจ้าง สวัสดิการ โบนัส วันทำงาน รวมทั้งวันหยุดต่างๆ ให้เข้าใจตรงกันเสียก่อนว่าคุณนั้นรับได้หรือไม่ และนายจ้างพร้อมที่จะมอบสวัสดิการรวมทั้งค่าจ้างที่คุณเรียกไปได้หรือไม่ เช่น หากคุณต้องการทำงานจันทร์-ศุกร์แต่ที่นี่จะต้องทำงานวันเสาร์ด้วย งานนี้ก็อาจไม่เหมาะสำหรับคุณนะคะ ดังนั้น จึงควรทำความเข้าใจกันให้เรียบร้อย หากไม่ติดขัดในเรื่องใดๆ โอกาสที่คุณจะได้งานก็ใกล้เข้ามายิ่งขึ้นค่ะ

อย่าลืมนะคะหากท่านเป็นผู้ที่มีความสามารถทางด้านภาษาญี่ปุ่น มีความสนใจและกำลังมองหางานในบริษัทญี่ปุ่นอยู่ ทางเว็บไซต์ WakuWaku ก็พร้อมที่จะเป็นตัวช่วยให้ท่านได้พบกับงานในฝันได้แน่นอนค่ะ สำหรับท่านใดที่มีความสนใจอยากจะลงทะเบียนกับเว็บไซต์ของเรา สามารถเข้ามาสร้าง Resume กันได้ที่ Link ด้านล่างนี้เลยนะคะ >> http://waku.jbtalents.com << ขอบคุณสำหรับการติดตาม แล้วพบกันใหม่ในกระทู้หน้านะคะ สวัสดีค่ะ…

ที่มา : http://guru.sanook.com/4431/
ที่มารูปภาพ :https://goo.gl/3bR1xj
https://goo.gl/g7qAUR
https://goo.gl/oKTcWl
https://goo.gl/eqcFgg
https://goo.gl/T9xmZt

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *