เขียน Resume อย่างไรให้โดนใจฝ่าย HR

สวัสดีค่ะแฟนเพจ wakuwaku blog ทุกท่าน ปัจจุบันสถาบันการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนในประเทศไทย ได้ผลิตบัณฑิตที่มีความสามารถทางด้านภาษาญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้นทุกปี รวมไปถึงผู้ที่กำลังมองหางานที่เกี่ยวข้องกับการใช้ภาษาญี่ปุ่นและผู้ที่อยากจะทำงานในบริษัทญี่ปุ่นหรือประเทศญี่ปุ่นก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย สำหรับบริษัทที่ประสงค์จะรับคนเข้าทำงานนั้น จะมีฝ่ายทรัพยากรบุคคล หรือที่เราเรียกกันสั้นๆว่า ฝ่าย HR โดยในแต่ละวันจะมีผู้สมัครงานจำนวนมากส่ง Resume ไปให้ฝ่าย HR พิจารณาสำหรับการเรียกให้เข้าไปสัมภาษณ์ ดังนั้นการที่จะทำให้ฝ่าย HR จะสนใจและเรียกเราเข้าไปสัมภาษณ์นั้น เราก็จะต้องเขียน Resume ของเราให้มีความโดดเด่นเฉพาะตัว ไม่ซ้ำกับผู้สมัครงานคนอื่น ๆ เพราะ Resume คือเอกสารสำคัญซึ่งเปรียบเสมือนประวัติย่อของเรา ดังนั้นในวันนี้ ผู้เขียนจึงขอนำเสนอวิธีในการเขียน Resume ให้โดนใจฝ่าย HR โดยสรุปจุดเด่นเป็นข้อๆ ให้อ่านง่ายได้ดังนี้ค่ะ ลองติดตามกันดูนะคะ

  1. Personal Data คือ ข้อมูลส่วนตัวของเรา ประกอบด้วยข้อมูลต่างๆ เช่น ชื่อ นามสกุล ชื่อเล่น คณะ สาขา มหาวิทยาลัยที่เรียน เพศ อายุ วัน เดือน ปี เกิด ส่วนสูง น้ำหนัก เชื้อชาติ ศาสนา ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และอีเมลล์ที่สามารถติดต่อได้ เป็นต้น ในส่วนของชื่อ นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ และอีเมลล์ ต้องระวังอย่าให้ผิดเด็ดขาดนะคะ มิฉะนั้นหากฝ่าย HR ต้องการที่จะติดต่อเรียกคุณไปสัมภาษณ์ขึ้นมา แล้วติดต่อไม่ได้ คุณก็อาจจะพลาดโอกาสในการเข้าไปสัมภาษณ์เลยล่ะค่ะ
  2. Educational คือ ประวัติการศึกษา เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าชื่อเสียงจากสถาบันเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งในการที่จะถูกพิจารณาเรียกเข้าไปสัมภาษณ์ แต่ก็ยังไม่ใช่ทั้งหมดเนื่องจากในด้านการศึกษานั้นทางฝ่าย HR ก็จะพิจารณาว่าสิ่งที่เราได้ร่ำเรียนมานั้นสามารถสอดคล้องและนำมาใช้กับตำแหน่งงานที่เราสมัครได้หรือไม่ หากสิ่งที่เราเรียนมานั้นสามารถนำมาประยุกต์ ปรับใช้กับหน้าที่ความรับผิดชอบของตำแหน่งงานนั้นๆ เราก็จะก็มีโอกาสในการถูกเรียกเข้าไปสัมภาษณ์เพิ่มมากขึ้นแน่นอนค่ะ
  3. Training / Seminar Backgrounds คือ ประวัติการฝึกอบรม การประชุม สัมมนา นอกจากประวัติทางด้านการศึกษาที่แสดงให้ฝ่าย HR เห็นว่าเรามีความรู้และทักษะต่างๆ ที่สามารถนำมาใช้ในการทำงานได้แล้วนั้น การฝึกอบรม การประชุม และการเข้าร่วมสัมมนาต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ฝ่าย HR เห็นว่า นอกจากการศึกษาในห้องเรียนแล้ว เรายังมีความสนใจที่จะศึกษาและเรียนรู้สิ่งต่างๆ เพิ่มเติมอีกด้วย ยิ่งถ้าเป็นการเข้าฝึกอบรม ประชุม หรือสัมมนาในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งที่เราสมัครแล้ว ยิ่งทำให้เรามีความน่าสนใจและโดดเด่นกว่าผู้สมัครคนอื่นๆ อย่างแน่นอน
  4. Language Skills คือ ทักษะและความรู้ทางด้านภาษาอื่นๆ นอกจากภาษาไทยซึ่งเป็นภาษาแม่ของเราแล้ว การที่เรามีความสามารถพิเศษทางด้านภาษาอื่นๆ ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราดูโดดเด่นขึ้นมาในสายตาของ HR ได้เช่นกัน ซึ่งภาษาสากลทั่วไปที่ทุกคนควรมีนั้นก็หนีไม่พ้นภาษาอังกฤษ เนื่องจากปัจจุบันได้มีบริษัทต่างชาติเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในบางบริษัทที่มีเจ้าของธุรกิจ หัวหน้าและเพื่อนร่วมงานเป็นชาวต่างชาติ หรือบริษัทที่ทำกิจการที่จะต้องติดต่อหรือเกี่ยวข้องกับต่างประเทศก็อาจจะต้องอาศัยบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษในการทำงาน นอกจากนี้หากเรามีความสามารถทางด้านภาษาอื่นๆ ที่นอกเหนือจากภาษาอังกฤษ ก็ควรเพิ่มเข้าไปเพื่อเพิ่มความน่าสนใจยิ่งขึ้น เช่น หากเราต้องการที่จะสมัครงานในบริษัทญี่ปุ่น แล้วเรามีความรู้ทางด้านภาษาญี่ปุ่น เมื่อเทียบกับผู้สมัครอื่นๆ ที่ไม่มีความรู้ภาษาญี่ปุ่นแล้ว เราก็ได้เปรียบขึ้นมาทันทีนั่นเองค่ะ นอกจากนี้ในบางตำแหน่งงานของบางบริษัท เช่น ล่าม นักแปล ผู้ประสานงาน หรือตำแหน่งอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ภาษา ก็อาจจะมีการกำหนดคะแนนเกณฑ์ขั้นต่ำที่เราจะต้องผ่านด้วยเช่นกัน แต่อย่าลืมนะคะ ถึงแม้ว่าเราอาจจะผ่านคะแนนขั้นต่ำแล้ว แต่ก็ยังมีผู้สมัครอีกหลายคนที่ผ่าน ดังนั้นเราก็จะต้องพยายามทำคะแนนให้ดีๆ เพื่อให้เราโดดเด่นกว่าผู้สมัครคนอื่นค่ะ
  5. Computer Skills คือ ระดับความรู้และทักษะต่างๆ ทางด้านคอมพิวเตอร์ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น หลายๆ บริษัทได้มีการนำเอาระบบต่างๆ เข้ามาใช้ในองค์กรเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ดังนั้นทักษะทางด้านคอมพิวเตอร์ก็เป็นสิ่งสำคัญที่เราควรจะมี ไม่ว่าจะเป็นทักษะความรู้ในการใช้โปรแกรมพื้นฐานต่างๆ เช่น Microsoft Word, Excel, PowerPoint ซึ่งเป็นโปรแกรมพื้นฐานที่เราควรจะใช้เป็นแล้ว หากเรามีความรู้ มีประสบการณ์ สามารถใช้งานระบบของบริษัทที่เราไปสมัครได้ ก็จะทำให้เราโดดเด่นขึ้นมาอีกเช่นกันค่ะ ตัวอย่างเช่น ในบริษัทมีการใช้ระบบ SAP ในการบริหารจัดการภายในองค์กร หากเรามีทักษะและประสบการณ์ หรือเคยใช้งานระบบ SAP มาก่อนแล้ว ก็จะทำให้เราดูโดดเด่นขึ้นกว่าผู้สมัครคนอื่นๆ แน่นอนค่ะ
  6. Hobbies / Sport คืองานอดิเรก และกีฬาที่เราถนัด ในส่วนนี้ทางฝ่าย HR อาจจะอยากเห็นว่าจริงๆแล้วเราเป็นคนอย่างไร มีไลฟ์สไตล์เป็นแบบไหน บางคนอาจจะดูหมกมุ่นและเคร่งเครียดกับเรื่องงานมากจนเกินไป จนเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหาทางด้านสุขภาพตามมา ดังนั้นหากเรามีการผ่อนคลายด้วยกิจกรรมอื่นๆ เช่น งานอดิเรกหรือการเล่นกีฬา สิ่งเหล่านี้ก็จะช่วยผ่อนคลายความเครียดจากเราได้เป็นอย่างดีค่ะ
  7. Work Experience & Student Activities คือประสบการณ์การทำงาน การฝึกงาน และกิจกรรมต่างๆ ที่เราเคยเข้าร่วมระหว่างการศึกษา นอกจากประวัติทางด้านการศึกษาแล้ว สิ่งที่จะบอกว่าเราไม่ได้เป็นเด็กที่มุ่งแต่เรียนอย่างเดียว นั่นก็คือการเข้าร่วมกิจกรรมภายในรั้วมหาวิทยาลัย เพราะมันจะแสดงให้เห็นว่าเราเป็นคนที่ชอบเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมและสามารถทำงานร่วมกับคนอื่นๆ ได้อีกด้วย นอกจากนี้ประสบการณ์ทำงานก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะหากเราเคยมีประสบการณ์ทำงานที่เกี่ยวข้องกับสายงานที่เราสมัครแล้วนั้น โอกาสที่ทางบริษัทจะเรียกเราเข้ามาสัมภาษณ์รวมทั้งรับเราเข้าทำงานก็จะเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน
  8. Awards / Certificate คือรางวัล เกียรติบัตร หรือใบประกาศต่างๆ ที่เราเคยได้รับทั้งจากการเข้าร่วมกิจกรรมภายในมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานภายนอก สิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนเครื่องยืนยันความสามารถและทักษะที่เรามีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นจากการเข้าร่วมการแข่งขันหรือการประกวดต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการนำมาพิจารณาเรียกเข้าไปสัมภาษณ์และรับเข้าทำงานเช่นกันค่ะ
  9. Reference บุคคลที่อ้างอิงหรือบุคคลที่สามารถรับรองเราได้ว่าเราเป็นใคร เพื่อเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวเรามากขึ้น ในบางบริษัทอาจจะมีการติดต่อไปยังบุคคลที่เรานำชื่อมาอ้างอิง เพื่อสอบถามเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเราว่าสิ่งที่เราเขียนลงมาใน Resume เป็นความจริงหรือไม่ หรืออาจจะสอบถามเกี่ยวกับลักษณะนิสัย ความประพฤติของเราว่าเราเป็นคนอย่างไร ดังนั้นการที่เราจะเพิ่มชื่อบุคคลอ้างอิงลงไปนั้นก็ควรจะเป็นบุคคลที่รู้จักเราดีที่สุด และที่สำคัญบุคคลที่เรานำมาอ้างอิงก็ควรจะเป็นบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือด้วยเช่นกัน เช่น หากเรายังเป็นนักศึกษาอาจจะขอช่วยให้อาจารย์ที่ปรึกษาเป็นบุคคลอ้างอิงให้เรา เป็นต้น

นอกจากหัวข้อสำคัญทั้ง 9 หัวข้อที่กล่าวมาแล้วนั้น ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่เราไม่ควรจะลืมนั่นก็คือ รูปถ่าย ซึ่งรูปถ่ายที่ดีควรจะเป็นรูปถ่ายที่ดูแล้วเป็นทางการ สุภาพ เรียบร้อย ไม่หวือหวา อีกทั้งภาษาที่ใช้ในการเขียน Resume จะต้องเป็นภาษาทางการที่ถูกหลักไวยากรณ์และสะกดอย่างถูกต้อง นอกจากนี้การแนบจดหมาย Cover Letter ซึ่งเป็นจดหมายแนะนำตัวผู้สมัครงานก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เนื่องจาก Cover Letter เป็นการเขียนสรุปรวมเพื่อให้ผู้ที่อ่านอีเมลล์ทราบว่า คุณเป็นใคร อยากจะสมัครงานในตำแหน่งอะไร เหตุใดจึงมาสมัครงานในตำแหน่งนี้ ประสบการณ์จากการทำงานที่ผ่านมามีประโยชน์ต่อการทำงานในตำแหน่งนี้อย่างไร คุณสมบัติอะไรที่คุณมีที่ทำให้บริษัทเห็นว่าคุณคือตัวเลือกที่ดีสำหรับบริษัทของเขา โดย Cover Letter นั้นจะอยู่ในรูปแบบเหมือนแบบฟอร์มการเขียนจดหมายที่มีคำขึ้นต้น คำลงท้าย และไม่ควรมีความยาวเกินหนึ่งหน้ากระดาษ โดยภาษาที่ใช้เขียนนั้นจะต้องเป็นภาษาที่สุภาพและเป็นทางการด้วยเช่นกันค่ะ

อย่าลืมนะคะหากท่านเป็นผู้ที่มีความสามารถทางด้านภาษาญี่ปุ่น มีความสนใจและกำลังมองหางานในบริษัทญี่ปุ่น ทางเว็บไซต์ WakuWaku  กำลังจะจัด โครงการฝึกอบรมการเขียน Resume อย่างไรให้ได้งานที่ใช่  เพื่อช่วยเตรียมความพร้อมให้กับผู้สมัครงานในการเตรียมตัวสมัครงานในบริษัทญี่ปุ่น และเพื่อให้นำเสนอวิธีการ และเทคนิคต่างๆ ในการเขียน Resume อย่างไรให้ได้งานที่ใช่  สำหรับวัน เวลา และสถานที่ นั้นจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งค่ะ ขอบคุณสำหรับการติดตาม แล้วพบกันใหม่ในบล็อกหน้านะคะ สวัสดีค่ะ…

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *